ฉันกำลังมองทะเลสีครามที่ท่าเรือปากบารา ส่งใจไปยังเกาะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นมัลดีฟเมืองไทย ใช่แล้ว…เกาะที่ฉันกล่าวถึงนี้ก็คือ เกาะหลีเป๊ะเพียงชั่วโมงครึ่งที่ฉันจากมาก็ทำให้ฉันคิดถึงเสียแล้ว

เกาะหลีเป๊ะช่างมีแรงดึงดูดเสียจริง !

แล้วเสน่ห์ของเกาะหลีเป๊ะอยู่ตรงไหน…มาสิ ฉันจะเล่าให้ฟัง

เรือสปีตโบ๊ทพาฉันและเพื่อนๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวร่วมทางแล่นฝ่าคลื่นลม ด้วยวันนี้มีฝนตกโปรยปรายทำให้คลื่นแรงกว่าปกติ กระแทกกระทั้นทำให้เรือโยนตัวไปมา ใจหายใจคว่ำเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานฝนหยุดตก หายสนิท แถมฟ้ากลับโล่งสว่าง น้ำทะเลใสแจ๋วขนาดนี้แล้วเกาะหลีเป๊ะน้ำจะใสขนาดไหน

อากาศดีขึ้นแล้ว เรือสปีตโบ๊ทแวะให้ลงไปถ่ายภาพที่เกาะไข่ คู่รักหลายคู่ตรงไปที่หินโค้งราวกับซุ้มประตู เมื่อได้ยินคำบอกเล่ามาว่า คู่รักที่ลอดผ่านซุ้มหินโค้งนี้จะรักกันตลอดไป ถ้าใครที่โสดมาลอดก็จะได้พบรัก เป็นการสร้างจุดเด่นให้เกาะนี้ได้ดีทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น บรรยากาศบนเกาะไข่ก็สวยงาม ทั้งทะเลและหาดทรายใช้เวลากันประมาณ 20 นาทีก็ได้เวลาขึ้นเรือเพื่อไปเกาะหลีเป๊ะกันแล้ว

เพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงโป๊ะกลางทะเล นักท่องเที่ยวทุกคนต้องลงที่นี่เพื่อนั่งเรือหางยาวต่อไปที่เกาะหลีเป๊ะ อ้อ…ต้องจ่ายค่าเรือและค่าบำรุงเกาะกันก่อน

เห็นเกาะหลีเป๊ะอยู่ข้างหน้าแล้ว…ตื่นเต้นๆ

ชายหาดบนเกาะหลีเป๊ะทอดตัวเป็นแนวยาว ทั่วทั้งเกาะมีอยู่หลายหาด หาดที่ขึ้นชื่อก็คือ หาดพัทยา หาดซันไรส์ หาดซันเซ็ท และหาดคาร์มา มีที่พักอยู่ทั่วเกาะ ตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ไปจนถึงรีสอร์ทหรูให้เลือกตามความชอบและตามงบในกระเป๋าไม่ว่าจะเป็น บันดาหยา รีสอร์ท, บันดาหยา วิลล่า, สิตาบีช รีสอร์ท แอนด์ สปา, หลีเป๊ะพาวเวอร์ บีช รีสอร์ท, แคสอะเวย์ รีสอร์ท, เซเรนดิพิติ บีชรีสอร์ท, เมาน์เท็นวิว รีสอร์ท, ซานอมซันไรท์ บีซ รีสอร์ท และอันดา รีสอร์ท เป็นต้น

เปิดประตูห้องพักก็เจอหาดทรายและน้ำทะเลสีเขียวสดอยู่หน้าห้องพัก นี่คือเสน่ห์อีกอย่างที่ต้องกล่าวถึง ทุกคนที่มาเกาะหลีเป๊ะจะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม

อิ่มตาแต่ท้องร้อง ต้องไปหาของอร่อยรับประทานเสียแล้ว ใกล้ที่พักเป็นถนนคนเดินเกาะหลีเป๊ะ มีร้านขายของทั่วไป รวมถึงร้านอาหารเรียงรายอยู่ในบริเวณนี้ มีทั้งอาหารตามสั่ง ของว่าง ขนมนมเนย และที่ขาดไม่ได้ก็คืออาหารทะเลปิ้งย่าง…อาหารทะเลสดๆ จากเรือประมงที่อยู่รอบเกาะหลีเป๊ะ จบอาหารคาวก็ต้องต่อด้วยของหวาน ถ้าใครยังไม่อิ่มก็มีพิซซ่าเตาถ่านชิ้นใหญ่ให้ได้ลิ้มลอง โรตีไส้ต่างๆ และชาชัก ของกินขึ้นชื่อบนเกาะหลีเป๊ะไม่ลองไม่ได้แล้ว

เดินผ่านร้านรวงยามค่ำ นักท่องเที่ยวมานั่งกินนั่งดื่มริมหาด มีควงกระบองไฟโชว์ แต่คืนนี้ยังแวะไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้มีโปรแกรมไปดำน้ำและนั่งเรือชมรอบเกาะหลีเป๊ะ ฉะนั้นต้องนอนแต่หัวค่ำ

เช้าตรู่ชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนมาเติมพลังด้วยอาหารเช้าให้ท้องเต็มเข้าไว้ วันนี้ต้องใช้พลังเยอะ เตรียมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นลงกระเป๋าใบเล็ก…ลุยกันเลยเรือยาวพาไปดำน้ำดูปะการัง มีอุปกรณ์ให้เสร็จสรรพ โดยจะแวะหลายเกาะ อาทิ เกาะดง เกาะไผ่ เกาะรอกลอย เกาะยางและเกาะราวี มื้อกลางวันมีอาหารกล่องและผลไม้ กินกันบริเวณชายหาดนั่นเอง จากนั้นแวะให้ชมหินกลมมากมายที่เกาะหินงาม ไปชมปะการังเจ็ดสีที่ร่องน้ำจาบัง ว่ายน้ำดำน้ำกันจนพอใจ เรือมาส่งที่หน้ารีสอร์ทจบวันเดย์ทริปอีกเสน่ห์ของเกาะหลีเป๊ะ

เย็นนี้รับประทานอาหารที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ ไม่มีแรงไปไหนแล้ว เหนื่อยสุดๆ ตอนแรกตั้งใจจะไปถนนคนเดินเกาะหลีเป๊ะ แต่เปลี่ยนใจนอนพักดีกว่า

ตื่นเช้ามาตรงดิ่งไปยังอาหารเช้าของรีสอร์ทที่ยังคงเป็นบุฟเฟต์เช่นเดียวกับวันวาน วันนี้ทำตัวเป็นอิสระใครใคร่ทำอะไร…เชิญตามสบาย บนเกาะหลีเป๊ะมีกิจกรรมหลากหลายให้ทำที่ล้วนเกี่ยวข้องกับทะเล พายเรือแคนนู นอนอาบแดด เล่นน้ำทะเล แค่ที่หน้าหาดก็มีปลาเล็กปลาน้อยมาว่ายเล่นเป็นเพื่อนแล้ว ยามเย็นเดินไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่หาดซันเซ็ท แล้วหาของกินที่ถนนคนเดินเช่นเคย ปิดท้ายด้วยการมานั่งชมบรรยากาศยามค่ำของเกาะหลีเป๊ะให้เต็มที่

รุ่งเช้านั่งเรือออกจากเกาะมาถึงท่าเรือปากบารา และนี่คือสามวันสองคืนกับเสน่ห์บนเกาะหลีเป๊ะที่ยังชวนให้ระลึกถึง เสียงเรียกของเพื่อนร่วมทางปลุกฉันจากภวังค์กลับมาสู่ความจริง…ได้เวลากลับบ้านแล้ว