เรานั่งมองแสงอาทิตย์ส่องผ่านหมู่เมฆด้วยความเพลิดเพลิน แต่ก็ต้องละสายตามาจากความงามเหล่านั้น เพราะใกล้เวลาเครื่องลงบนรันเวย์สนามบินหาดใหญ่แล้ว และเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของเราทั้งคู่ก็คือ เกาะหลีเป๊ะ

เรารอที่หน้าอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานหาดใหญ่สักพัก รถตู้ที่นัดหมายไว้ก็มารับพาผู้โดยสารที่รออยู่ไปยังท่าเรือปากบารา เพื่อให้ทันเรือที่จะไปเกาะหลีเป๊ะในรอบ 11 โมงครึ่ง ไม่เช่นนั้นก็ต้องรออีกทีช่วงบ่าย

นอกจากมาก่อนเวลาแล้ว ยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับทานอาหารรองท้อง และซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น รวมทั้งขนมนมเนยอีกเพียบ เพราะเสียงเล่าลือมาว่า อาหารการกินและน้ำดื่มบนเกาะหลีเป๊ะราคาสูงพอสมควรเลยทีเดียว

เรือสปีดโบ๊ทพาแวะที่เกาะไข่ ก่อนไปส่งที่หลีเป๊ะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับสัญลักษณ์ของจังหวัดตรัง ก็คือซุ้มประตูหินธรรมชาติ ที่ว่ากันว่าถ้าคู่รักได้จับมือกันลอดซุ้มประตูนี้แล้วอธิษฐาน จะทำให้ความรักของทั้งคู่อยู่ยืนยงเป็นนิรันดร์ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มักเห็นคู่รักทั้งหลายต่อคิวอธิษฐานลอดซุ้มประตูนี้อย่างไม่ขาดสาย

เรือมาส่งนักท่องเที่ยวที่โป๊ะกลางน้ำใกล้เกาะหลีเป๊ะ เรือหางยาวมารับไปส่งหน้าโรงแรมที่พักเลยทีเดียว และสิ่งแรกที่ประทับใจก็คือ น้ำทะเลใสราวกระจกและทิวทัศน์งดงามที่ยังเป็นธรรมชาติสมคำร่ำลือจริงๆ

ที่พักบนเกาะหลีเป๊ะเรียงรายตลอดแนวหาดทรายทั้ง 3 หาด คือ หาดพัทยา หาดซันไรส์ และหาดซันเซ็ท ที่พักหลายแห่งได้รับความนิยมมากทีเดียวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ อาทิ บันดาหยา รีสอร์ท ,เมาน์เท็นวิว รีสอร์ท, หลีเป๊ะ พาวเวอร์ บีช รีสอร์ท, แคสอะเวย์ รีสอร์ท , ซานอมซันไรท์ บีซ รีสอร์ท รวมถึงเซเรนดิพิติ บีช รีสอร์ท และการมาเกาะหลีเป๊ะคราวนี้เราทั้งคู่เลือกที่พักบนชายหาดซันไรส์ เพื่อที่จะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ทั้งได้รับทราบมาว่าหาดทรายแถบนี้สวยงาม เงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัว

ที่พักบนเกาะหลีเป๊ะของเราอยู่ทางทิศใต้ของหาดซันไรส์ แม้จะเดินไกลไปสักนิดแต่เมื่อได้เห็นห้องพักและหาดส่วนตัวยิ่งประทับใจ โดยเฉพาะบรรยากาศและทิวทัศน์งดงามหน้าห้องพักที่แทบจะสัมผัสได้ เครื่องดื่มต้อนรับนำมาเสิร์ฟถึงห้อง วันนี้คงไม่ไปไหนไกลแค่เล่นน้ำทะเลหน้าห้อง เดินชมหาดรอบๆ และหาของอร่อยรับประทานก็หมดวันแล้ว

เช้าตรู่ตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หน้าห้องพัก พร้อมกับรับประทานอาหารเช้าที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้ จากนั้นเตรียมตัวทำกิจกรรมที่เรียกว่า วันเดย์ทริปด้วยการนั่งเรือหางยาวเที่ยวชมรอบเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งมีทั้งโซนนอกและโซนในแล้วแต่ละเลือก รวมถึงการดำน้ำชมปะการัง

จุดชมปะการัง 7 สีอยู่ที่ร่องน้ำจาบัง เป็นจุดที่ถ่ายรูปใต้น้ำกับบรรดาปลาน้อยใหญ่ทั้งหลายได้งดงามแห่งหนึ่ง หมู่เกาะหินซ้อนก็เป็นอีกแห่งที่สามารถชมปะการัง 7 สีได้เกาะหินงามเป็นเกาะที่มีหินลักษณะกลมมนอยู่ทั่วหาด มีเรื่องราวความเชื่อและการอธิษฐานขอพรเป็นเรื่องเล่าที่สร้างความศรัทธานอกจากนั้นยังมีเกาะดง เกาะไผ่ เกาะรอกลอย เกาะราวี ฯลฯ เที่ยวชมเกาะและเล่นน้ำกันจนเหนื่อยก่อนเรือหางยาวมาส่งที่เกาะหลีเป๊ะในช่วงเย็น

เย็นนี้เราทั้งคู่เดินเกี่ยวก้อยเลียบชายหาดหน้าที่พักไปยังถนนคนเดินเกาะหลีเป๊ะ ที่หาดพัทยามีร้านค้าเรียงรายเป็นแนวยาว มีอาหารหลากหลายประเภท ร้านขายสินค้าหลากชนิด โดยเฉพาะของที่ระลึกและที่ขาดไม่ได้ก็คือร้านสะดวกซื้อ 7-11 แต่ละร้านเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจองที่นั่ง พวกเราสั่งอาหารทะเลสด ๆ มารับประทาน อาหารบนเกาะหลีเป๊ะปรุงได้อร่อยทีเดียว ว่าจะอิ่มแล้วแต่ก็อดไม่ได้…ต้องซื้อโรตีขึ้นชื่อติดมือกลับมาที่พัก

ห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึง Wi-Fi ฟรีที่มีบริการ แต่เราทั้งคู่เลือกสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ด้วยการนอนชมดาวคลอเสียงคลื่นบนเกาะหลีเป๊ะให้ฉ่ำใจมีแสงเทียนวับๆ แวมๆ จุดไว้ให้ดูโรแมนติก

วันสุดท้ายบนเกาะหลีเป๊ะ…พลาดไม่ได้กับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า และทิวทัศน์โดยรอบอาหารเช้ายังคงแกล้มบรรยากาศเช่นเดิม อยากอยู่ต่ออีกสักคืนสองคืนแต่ก็ต้องตัดใจ เก็บเสื้อผ้าข้าวของลงกระเป๋าและเช็กเอาท์เรือสปีดโบ้ทพาโต้คลื่นกลับสู่ท่าเรือปากบารา ได้เวลาอำลาหลีเป๊ะอย่างจริงจัง แต่ก็ทิ้งคำสัญญาว่ายังคงมีชื่อ “หลีเป๊ะ” ในโปรแกรมท่องเที่ยวคราวหน้าของเราทั้งคู่อย่างแน่นอน